ภูมิปัญญา OTOP (กลุ่มเป่าแก้ว)

จังหวัดสมุทรปราการ

กรมการพัฒนาชุมชน   กระทรวงมหาดไทย

ภูมิปัญญา OTOP   ผลิตภัณฑ์   เป่าแก้ว

ประวัติความเป็นมา

       

 ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ชาวอียิบโบราณเป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำแก้ว เมื่อประมาณ

4 พันปีก่อน  สมัยนั้นการทำแก้วใช้วิธีการที่เรียกว่า  การขึ้นรูปแก้วจากหุ่นแกน การทำภาชนะเล็ก ๆ สักใบหนึ่งต้องใช้เวลานาน และ เป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ชาวอียิปต์โบราณยังรู้จักการทำแก้วด้วยวิธีการอื่น ๆ  อีก เช่น การหล่อ การเจาะ การตัด และ การแกะสลักลวดลายลงบนแก้ว ซึ่งกรรมวิธีเหล่านี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ชิ้นงานที่ต้องการ ต่อมาในสมัยกรีกและโรมัน กรรมวิธีการทำแก้วได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้น ชาวโรมันหรืออาจเป็นชาวโฟนีเซีย ในปัจจุบันก็คือ เลบานอน ได้ค้นพบวิธีการเป่าแก้ว   โดยการใช้ท่อโลหะกลวงม้วนเอาแก้วเหลวให้ติดกับปลายอีกข้างหนึ่งแล้วใช้ปากเป่าลมเข้าไปทางปลายท่ออีกด้านหนึ่ง ทำให้ก้อนแก้วเหลว พองออกมา กลายเป็นภาชนะรูปร่างต่างๆ ซึ่งสามารถผลิตแก้วได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น  เทคนิคการเป่าแก้วได้รับการพัฒนาเรื่อยเป็นลำดับ จนเป็นกระบวนการผลิตแก้วที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            เมื่อปี พ. ศ. 2523  หรือ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครอบครัวไชยเสน เป็นครอบครัวประกอบด้วยคุณพ่อสมจิตร คุณแม่เต่า ไชยเสนและบุตร คือ นายฉัตรชัย ไชยเสน  บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสระบุรี แต่มาเช่าบ้านอยู่ที่ ซอย ร.ส.พ. หรือพหลโยธินซอย 25 เพราะคุณ พ่อเป็นพนักงานรับจ้างของ ร.ส.พ. ส่วนคุณแม่ก็มีอาชีพ ขายข้าวแกง รายได้ก็ไม่ได้มากมาย  แต่ก็พยายามส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือทุกคน แต่ลูกชายคนโต คือนายฉัตรชัย  ไชยเสน เป็นคนที่ชอบงานด้านการทดลองประดิษฐ์คิดค้น   วันหนึ่งทางโรงเรียนได้จัดกิจกรรม วันวิทยาศาสตร์ ขึ้น โดยที่ให้นักเรียนจัดงาน   นิทรรศการต่าง ๆกลุ่มนายฉัตรชัยจึงได้นำความรู้จากการเรียนวิทยาศาสตร์ คือ การทำเป่าแก้ว  มาสาธิตแสดงให้เพื่อนๆ นักเรียนและผู้ที่มาชมในงาน  นอกจาการสาธิตแล้วยังได้นำสินค้าที่ได้จากการเป่าแก้วขายให้กับเพื่อน ๆ และผู้ที่มาในงานแก้วเป่าที่ได้ทำในวันนั้น เป็นดอกกุหลาบที่ทำจากแก้วโปร่ง และ ใช้น้ำสีใส่เข้าไปก็จะได้ดอกกุหลาบสีสันต่าง ๆ ปรากฏว่าดอกกุหลาบขายดีมาก จนผลิตไม่ทันขาย  จึงเกิดความคิดขึ้นว่าถ้าสามารถทำให้เป็นรูปอื่นๆ จะขายได้ และจะสามารถทำขายด้วยตัวเองได้หรือไม่หลังจากกลับมาจากโรงเรียน   ( เนื่องจากเมื่อ 30 ปี ที่แล้ว อุปกรณ์ วัสดุ แท่งแก้ว แทบจะไม่มีเลย ) จึงเริ่มจากการเอาขั้วหลอดไฟจากที่เหลือเศษจากโรงงาน มาเริ่มทำ โดยใช้ความร้อนจาก ไอน้ำมันเบนซินผสมกับปั๊มลม ใช้เท้าเหยียบ แล้วจุดไฟให้เป็นไอความร้อนเผาแก้วแล้วยืดเป็นรูปทรงต่าง ๆ  ปรากฏว่าวันหนึ่ง ด้วยความเป็นเด็ก และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไฟเกือบจะไหม้บ้าน เพราะ ไอเบนซินเกิดติดไฟลุกไหม้ท่วมบ้าน คุณแม่ตกใจมาก จึงได้นำอุปกรณ์เหล่านั้นโยนทิ้งในป่า และ ห้ามมิให้นายฉัตรชัยทำอีก นายฉัตรชัยเสียใจมาก แต่ทำให้มีความพยายามเพิ่มมากขึ้น จึงเข้าไปหาอุปกรณ์ ที่คุณแม่โยนทิ้งใน และนำกลับมาแอบทำอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความมุ่งมั่น และรักในศิลปะ     การเป่าแก้ว จึงทำดอกกุหลาบแก้วใส่น้ำสีเหมือนที่เคยทำในโรงเรียน แล้วไปจำหน่ายตามหน้าโรงเรียน ป้ายรถเมล์  แม้กระทั่งงานวัด  ก็สามารถทำรายได้ดี สามารถเก็บเป็นทุนการศึกษาของน้องอีก 2 คน  จากการขายดอกกุหลาบเพียงชิ้นละไม่กี่บาท ก็สามารถทำให้ครอบครัวไชยเสนสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินแปลงเล็ก ๆ ที่อำภอบางพลี แล้วก็สร้างบ้านด้วยตนเองโดยใช้วัสดุจำพวกลังไม้พาเลต เป็นพื้นและฝาบ้าน และ ทำห้องเล็ก ๆ ให้ คุณฉัตรชัย สำหรับทำเป่าแก้ว    เพื่อหารายได้ จากที่เคยทำเองขายเองก็เปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิต โดยที่การขายนั้นให้เป็นหน้าที่ของน้อง ก็จะเอาชิ้นงานที่พี่ชายทำไปขายตามงานต่างๆ จากนั้นเมื่อมีเวลาว่าง จึงได้มีการศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในการเป่าแก้วแล้วออกแบบเป็นรูปทรงต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมายจนเป็นสินค้าที่ยอมรับจากตลาด จากการขายหลายปีทำให้สามารถเก็บทุนทำโรงงานขนาดเล็ก หรือ SME  จนเมื่อปี พ.ศ.2537 นายฉัตรชัย เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ นางสาวจันทิรา ไชยเสน  ซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กก็ได้สืบสาน ธุรกิจต่อจากพี่ชาย  ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับลูกค้า  การดูแลเรื่องการผลิตการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ   การควบคุมระบบการทำงานของกลุ่ม จากรูปแบบของตัวสินค้าที่พี่ชายเคยได้ทำ คุณจันทิรา  ก็ได้นำมาประยุกต์แบบอย่างของการทำตัวสินค้าแปลกๆ และได้พัฒนารูปแบบงาน จนเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เมื่อปี พ.ศ.2540 ผลิตภัณฑ์เป่าแก้วขายดีมาก มีออเดอร์เพิ่มมากขึ้นผลิตไม่ทัน คุณจันทิรา  ไชยเสน จึงมีแนวความคิดในการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องเป่าแก้วให้กับคนในชุมชนที่สนใจ เมื่อเรียนจบแล้วก็มอบอุปกรณ์ในการเป่าแก้วให้กับไปทำที่บ้านแล้วนำผลิตภัณฑ์ที่ได้กลับมาขายคืนให้กับกลุ่ม เป็นการกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชน อีกทั้งตนเองก็สามารถที่จะผลิตสินค้าตามออเดอร์ที่สั่งได้ทัน โดยมีคุณจันทิรา เป็นประธานกลุ่ม ใช้ชื่อกลุ่มว่า”กลุ่มเป่าแก้ว” และเมื่อปี พ.ศ.2544 รัฐบาลดำเนินนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ คุณจันทิรา ได้ติดต่อขอขึ้นทะเบียน OTOP ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางพลี และได้ส่งผลิตภัณฑ์เป่าแก้ว เป็นเรือนสุพรรณหงส์ เข้าคัดสรรสินค้า ผลปรากฏว่า ได้ระดับ 5 ดาว ยิ่งทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักและตลาดมีวงกว้างมากขึ้น คุณจันทิรา จึงได้สร้างเครือข่ายในการผลิตขึ้น โดยเปิดสอนให้กับเยาวชน และทุกคนที่สนใจที่ในเขตอำเภอบางพลี และต่างจังหวัดที่สนใจ(จังหวัดกำแพงเพชร,ตรัง,หนองบัวลำภู,นครราชสีมา,สกลนคร,ชลบุรี) โดยให้กลยุทธ์เดิมคือ เมื่อเรียนจบให้อุปกรณ์ในการทำเป่าแก้วไปทำเองที่บ้าน เสร็จแล้วส่งกลับมาขายให้กับกลุ่มฯ ปัจจุบันกลุ่มเป่าแก้วมีสมาชิก 200 คน มีสวัสดิการให้กับสมาชิก คือ ประกันอุบัติเหตุ ค่าตอบแทนจ่ายเป็นชิ้นงาน,รายวัน,รายเดือน แล้วแต่กรณี สำหรับผู้ที่มีความประพฤติยังมีห้องพักให้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าอีกด้วย

อัตลักษณ์/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์

           สินค้าได้มาตรฐานเดียวกันทุกชิ้นงาน สีสันสวยงาม มีหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นรูปแบบทั่วไป เช่น รูปสัตว์ต่าง ๆ และยังมีสินค้าที่ดีไซน์เฉพาะตามความต้องการของลูกค้า และนำแนวความคิด ความเชื่อ มาร้อยเรียงเป็นผลิตภัณฑ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

มาตรฐานและรางวัลที่ได้รับ

1.  เป็นสินค้าที่รับรางวัล OTOP 5 ดาว ปี 2546 ปี 2547และปี 2549 ปี 2553 ได้ระดับ 4 ดาว
2.  คุณภาพมาตรฐานได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ( มผช. ) เลขที่ 78/2546
3.     ได้รับการรับรองจาก กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตร และ สหกรณ์
4.     ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราประจำจังหวัด ของกระทรวงพาณิชย์
5.      มีตราสินค้าที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ชื่อว่า Grasy
6.      มีตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า  เป็นรูป 
7.      หมายเลขสัญลักษณ์รหัสสากล เลขที่ 885 7111350997

 

การเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน        
     
     

การนำรูปแบบของวัฒนธรรมและสิ่งที่เป็นมงคลที่แสดงความเป็นไทยมาประยุกต์พัฒนารูปแบบสินค้าให้มีคุณค่าและสวยงามยิ่งๆขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชุมชนโดยสามารถรวมตัวกันในชุมชนเพื่อผลิตสินค้าออกสู่ตลาดโดยมิต้องเดินทางไปทำงานที่อื่น(ใช้แรงงานในชุมชน) ทำให้ครอบครัวมีความสุขใกล้ชิดกัน ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ และเป็นการกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชน และยังผลิตสินค้าให้เข้ากับประเพณี รับบัวของอำเภอบางพลี  โดยเป่าแก้วเป็นกอดอกบัวที่อ่อนช้อย ใส่ตู้กระจก เข้ากับบรรยากาศของงานฯ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของชุมชน และเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก

 

                                                                การสั่งสมสืบสานผลิตภัณฑ์

มีการถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์และสมาชิกในชุมชนไปส่วนหนึ่ง  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม   มีการส่งคณะวิทยากร ไปสาธิตขั้นตอนการทำให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาโดยตลอด เช่น สอนในงานวิทยาศาสตร์ตามโรงเรียนประถม มัธยม  และมหาวิทยาลัย  ร่วมออกรายการเกมมืออาชีพและงานอื่น ๆ ที่มีความประสงค์ที่จะให้ไปสาธิต เพื่อการพัฒนาอาชีพ ฯลฯ ปัจจุบันกลุ่มเป่าแก้วมีสมาชิกและทีมงานประมาณมากกว่า 200 คนและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยการกระจายการทำงานไปตามหมู่บ้านต่างจังหวัดทั่วประเทศ ตามจังหวัดต่างๆ มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุที่สามารถทำแล้วมีรายได้ สามารถเลี้ยงครอบครัวและพ่อแม่สบายๆ โดยสามารถรวมกันเป็นกลุ่มเป่าแก้วที่มีศักยภาพในการส่งออกมากกว่า 30 ล้านบาทต่อปี

ด้านประโยชน์  ของผลิตภัณฑ์มีความสัมพันธ์กับชุมชน

ชุมชนได้ประโยชน์ด้านการสร้างงาน  สร้างอาชีพ  รายได้เป็นของชุมชน  ทำให้คนที่ว่างงานมีงานทำและมีอาชีพติดตัวได้  เนื่องจาก  นางสาวจันทิรา ไชยเสน  ได้เข้าไปถึงชุมชนเพื่อเป็นการฝึกอาชีพให้กับชุมชนทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด  หลังจากที่ชุมชนเข้มแข็งสามารถผลิตสินค้าได้เองและมีคุณภาพแล้ว  ชิ้นงานที่ชุมชนผลิตขึ้นมา นางสาวจันทิรา ไชยเสน  ก็รับสินค้าจากชุมชนเพื่อเป็นการช่วยในเรื่องของการตลาด  และเมื่อเขาตั้งใจที่จะทำงานเป่าแก้วอย่างจริงจังแต่ยังขาดเรื่องอุปกรณ์  นางสาวจันทิรา ไชยเสน  ก็ยินดีที่จะให้วัตถุดิบเช่น แท่งแก้ว ฯลฯ ไปใช้ก่อนแล้วค่อยหักยอดจากการส่งสินค้า ปัจจุบันได้เปิดสอนเป็นศูนย์การเรียนรู้อาชีพอิสระ สอนและอบรมวิชาชีพเพื่อให้ชาวบ้านและผู้ที่ว่างงานรวมถึงนักเรียนนักศึกษา เยาวชนเข้ามาเรียนรู้และประกอบอาชีพโดยเปิดสอนฟรี

 

 

กระบวนการผลิต

วัตถุดิบสะท้อนความเป็นภูมิปัญญา

           วัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานส่วนใหญ่ใช้ทรัพยากรจากโรงงานอุตสาหกรรมเช่นขั้วหลอดไฟที่เหลือจากโรงงานแล้วทิ้ง  ขวดเบียร์ ขวดแก้วสี ของเหลือใช้เหล่านี้สามารถนำมาหลอมแล้วขึ้นรูปเป็นงานศิลปะได้โดยมีต้นทุนตำและยังช่วยกำจัดขยะทีไม่สามารถย่อยสลายได้อีกทางหนึ่ง ส่วนวัตถุดิบบางอย่างก็อาศัยจากการนำเขามาจากต่างประเทศเนื่องประเทศไทยไม่สามารถผลิตเองได้ เช่น น้ำทองคำแท้ แก้วกลวง รูปแบบในการทำงานผสมผสานระหว่างจินตนาการและความชำนาญ คือสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นฝีมือคนไทยได้อย่างชัดเจน

วัตถุดิบและส่วนประกอบ

-          แท่งแก้วตันแบบทนความร้อน(Borosilicate)

-          หัวเป่าแก้วแบบธรรมดา 

-          คีมหนีบ

-          แผ่นกราไฟล์

-          แก๊ส,ออกซิเจน

-          แว่นตาป้องกันแสง

-          สีเขียนแก้ว

-     ตู้อบ

ขั้นตอนการผลิต(เรือสุพรรณหงส์)

2.2.1 นำแท่งแก้วขนาด 2 มล. นำมาลนโดยใช้หัวเป่าแก๊ส ใช้อุณหภูมิ 1250 องศา ให้เป็นรูปส่วนประกอบต่าง ๆของเรือ ส่วนประกอบคนพายเรือ คนนั่ง ใช้วิธีการเป่าให้เป็นรูปทรงตามที่ต้องการ

2.2.2 นำส่วนต่าง ๆมาถักเป็นรูปลำเรือ เมื่อได้เรือแล้วก็นำส่วนที่เป็นคนพายเรือ คนนั่ง ไม่พาย มาประกอบให้สมบูรณ์

2.2.3 นำสีทองมาทาตามส่วนต่าง ๆ เช่น พาย คน และตัวเรือ เสร็จแล้วนำเข้าตู้อบขนาด(ขนาดเล็กใช้ความร้อน 400 องศา,ขนาดใหญ่ ใช้ความร้อน 600 องศา) ใช้เวลาอบ 2-3 ชม.

2.2.4 นำเรือมาติดลงบนแท่งกระจกสี่เหลี่ยม(ฐาน) ด้วยซิลิโคน เสร็จแล้วนำติดกับฐานที่คลุมด้วยกำมะหยี่อีกครั้ง เรียบร้อยแล้วนำไปบรรจุในตู้กระจก ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย         
     
  

เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต

1.       ในการทำชิ้นงานจะให้แต่ละบุคคล ทำชิ้นงานในรูปแบบเดียวให้ชำนาญ แต่ละคนจะมีความชำนาญเฉพาะชิ้นงาน ทำให้ได้งานมาตรฐานเดียวกัน

2.       วัตถุดิบใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับงานกลับไปทำที่บ้าน(ทั้งสมาชิกกลุ่มและเครือข่ายแรงงานในต่างจังหวัด) ก็ต้องใช้วัตถุดิบของกลุ่มเท่านั้น

 

ผู้ผลิตผู้ประกอบการ

กลุ่มผู้ประกอบการ

         กลุ่มผู้ผลิต : กลุ่มเป่าแก้ว

         สถานที่ผลิต : บ้านเลขที่ 98/40 หมู่ที่ 7 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540
                                        โทร 0-2316-8098 โทรสาร 0-2316-9294  www.glassthailand.com

       E-mail: thaigass@hotmail.com

         ประธาน  : นางสาวจันทิรา  ไชยเสน   โทรศัพท์มือถือ  081-348-1399

         สถานที่ตั้งกลุ่ม  : บ้านเลขที่ 98/40 หมู่ที่ 7 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540
                                               โทร 0-2316-8098 โทรสาร 0-2316-9294

เส้นทางคมนาคม : รถโดยสารประจำทางจากสี่แยกบางนา ถึง ตลาดกิ่งแก้ว (กม.12) มีดังนี้

-          รถตู้โดยสารสายบางนา-บางบ่อ

-          รถตู้โดยสารสายอนุสาวรีย์ชัย-บางบ่อ

-          รถทัวร์สายชลบุรี,ระยอง

-          รถโดยสารประจำทางสาย 552A

หมายเหตุ : ถึงตลาดกิ่งแก้ว (กม.12) เดินข้ามสะพานลอยมาฝั่งโฮมโปร สาขาบางพลี แล้วต่อรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

 

                 แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ , ช่องทางการจำหน่ายทั้งใน และต่างประเทศ

ในสมัยก่อนกลุ่มเป่าแก้วของเรายังไม่มีการตลาดเนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ทันสมัย แต่ในปัจจุบันเรามีร้านจำหน่ายปลีกส่งอยู่ที่สวนจตุจักร ซึ่งเป็นหน้าร้านในการจำหน่ายให้กับลูกค้าและร้านค้าปลีกสามารถไปซื้อและสั่งสินค้าได้โดยตรง ส่วนทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย กลุ่มเป่าแก้วได้จัดทำเว็บไซต์สำหรับลูกค้าที่อยู่ทั้งในต่างประเทศและในประเทศที่ไม่สามารถเดินทางมาซื้อได้สะดวก โดยสามารถจัดส่งได้ทางขนส่งหรือระบบโลจิสติก สามารถส่งสินค้าได้ถึงบ้านโดยตรง สะดวกและรวดเร็วมาก

           

 
 
 
ศูนย์ OTOP Delivery สมุทรปราการ
หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองสมุทรปราการ
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
สำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ